|
เมื่อได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับไดรเวอร์หรือตัวขับเสียง ที่เราเรียกกันจนชินหูรวม ๆ กันไปว่าลำโพงแล้ว ในคราวนี้อยากให้มาพิจารณาในเรื่องของตัวตู้ของลำโพง หรือลำโพงที่เป็นตู้สำเร็จรูป มีวางจำหน่ายในตลาดเครื่องเสียง ซึ่งอยู่มากมายหลายยี่ห้อรุ่น มากเสียงจนกระทั่งบางที ร้านค้าจำหน่ายเครื่องเสียงนั้นเองแหละสับสน เมื่อจำเป็นจะต้องแนะนำลูกค้าหรือทำการขาย ก็มักจะคิดถึงสินค้าที่มีอยู่ในสต็อกเป็นหลัก คือไม่ได้จัดสินค้าที่เหมาะสมให้ลูกค้า แต่ขายของที่มีค้างอยู่ในร้านมาก ๆ ออกไป ในที่สุดผู้ซื้อก็จะมีทางเลือกที่ถูกจำกัดลงมา ในส่วนของลำโพงนั้น ถือได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของระบบซิสเต็มเครื่องเสียงและลำโพงเองก็แบ่งออกมาได้หลากหลายประเภท ถ้าจะกล่าวถึงด้านการดีไซน์ออกแบบ แต่หากจะสรุปให้ดูสั้นและง่ายเข้า คือการแบ่งตามลักษณะตู้ ก็จะแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทด้วยกัน
1. หนึ่งคือระบบตู้ปิดทึบแบบอะคูสคิกซัสเพนชัน (ACOUSTIC SUSPENSION) 2. สองระบบตู้แบบเปิดเบสรีเฟล็กซ์ (BASS REFLEX) 3. สามตัว ตู้แบบพาสซีพเรดิเอเตอร์ (PASSIVE RADIATOR) 4. สี่ระบบ ตู้แบบพิเศษ(SPECIAL CABINET)
การแบ่งประเภทต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ได้เป็นการแบ่งตามหลักวิชาการดั้งเดิมแต่ก่อน แต่ผมยึดถือทางด้านหลักในทางปฏิบัติมากกว่า การออกแบบตู้ลำโพงผ่านการวิเคราะห์วิจัยมาเป็นระยะเวลานานเกินครึ่งศตวรรษ พัฒนาการของลำโพงบ้านเริ่มมาจากต้นแบบลำโพงในโรงภาพยนตร์นั่นเอง ถ้าเราทำการย้อยรอยประวัติศาสตร์การพัฒนาออกแบบลำโพงจะพบว่า ตู้ลำโพงแบบฮอร์นถือเป็นแบบแรก ๆ ของตู้ลำโพงนั่นคือแบบ FOLD HORN ซึ่งแท้จริงแล้วก็เป็นตู้เปิดนั่นเอง
ลำโพงตู้ปิดทึบ อะคูสติกซัสเพนชัน (ACOUSTIC SUSPENSION) ซึ่งได้รับการค้นคว้าออกแบบโดยทีมงานบริษัท อะคูสติก รีเสิร์ช (AR) หัวเรือใหญ่ในขณะนั้นได้แก่เอ็ดการ์ วิลเชอร์ รอย อัลลิสัน ซึ่งคนหลังนี้โด่งดังมาก เนื่องจากเป็นผู้เขียนตำราว่าด้วยเรื่องของอะคูสติก และผลกระทบของเสียงจากลำโพงต่อสภาพแวดล้อม อันเป็นทฤษฎีสำคัญที่ทำให้นักออกแบบรุ่นหลัง ๆ ได้พัฒนาการออกแบบตามแนวทางนี้กันเกือบทั้งหมด ลำโพงตู้ทึบนั้น มีสองลักษณะที่ใช้เรียกขานกันคือตู้แบบอินฟินิท แบบเฟิ่ล (INFINITE BAFFLE) และตู้แบบอะคูสติกซัสเพนชันความแตกต่างของตู้ปิดทั้งสองแบบนี้ให้พิจารณาดูจากภาพ แสดงถึงการพัฒนาลำโพงที่ติดผนังบ้าน (ภาพที่ 2) มาขยับขยายเป็น INFINITE BAFFLE ในภาพที่ 3-4 และปรับเป็นตู้แบบปิดทึบอะคูสติกซัสเพนชันในที่สุด ข้อแตกต่างของลำโพงอินฟินนิท แบบเฟิ่ล ก็คือลักษณะการยึดลำโพงเข้ากับแผ่นไม้ที่เรียกว่าแบบเฟิ่ล ส่วนจะเป็นตู้แบบปิดหรือเปิด ยังไม่มีข้อกำหนด ลำโพงที่ยึดกับแผงไม้แบบ ภาพ 3-4 นั้น คืออินวฟินิทแบบเฟิ่ลทั้งสิ้น แต่พอมีการใช้ตู้ปิดทั้งหมดใน ภาพที่ 5 จึงได้เรียกว่าเป็นลำโพงอะคูสติกซัสเพนชัน ซึ่งหมายถึงระบบตู้ปิดทึบไม่มีช่องให้อากาศออกมาภายนอกตู้
การออกแบบลำโพงตู้ปิดนั้น จะอาศัยแรงกดดันของมวลอากาศภายในตู้ ทำการเป็นเหมือนตัวสปริงให้วูฟเฟอร์อีกทีหนึ่ง เบลของลำโพงตู้ปิดจะออกมาได้ลึก-แน่น สมจริงแต่ก็ต้องใช้พลังขับจากแอมป์ค่อนข้างสูงกว่าลำโพงแบบตู้เปิด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือลำโพง AR รุ่น 228 เป็นลำโพงที่เพิ่งออกวางตลาดไม่นาน แต่ก็ได้ใช้เทคนิคสมัยดั้งเดิมในสมัยที่ เอ็ดการ์ วิลเชอร์ ออกแบบรุ่น AR 3-A สิ่งที่แปลกออกไป คือ ค่าความไวของลำโพงตู้ปิดทึบแบบนี้ มีค่าความไวสูงขึ้น กินกำลังขับจากแอมปลิไฟร์น้อยลง เบสก็ได้เสียงในสไตล์เดิม คือลึกแน่น เสียงมหึมาเกินตัว (ภาพประกอบที่ 6)
ลำโพงตู้ปิดทึบไม่จำเป็นต้องออกแบบให้มีขนาดตู้ใหญ่มากนัก แต่จะได้เสียงโดยรวมค่อนข้าง "ใหญ่" เกินขนาดตู้เสมอ ฟังเสียงชิ้นดนตรีต่าง ๆได้จุใจ น้ำหนักของเสียงดีถึงแม้จะยังต้องใช้กำลังจากแอมป์ค่อนข้างสูงสักหน่อยก็ตาม แต่ด้วยคุณภาพและกำลังขับของแอมปลิไฟร์ในปัจจุบันคงไม่เป็นปัญหาใด ๆ กับลำโพงตู้ปิดอีกต่อไป ขึ้นอยู่กับสไตล์เสียงมากกว่าว่า คุณชอบคุณภาพหรือสไตล์ของเสียงแบบตู้ปิดหรือไม่
ลำโพงชนิดตู้เปิด หรือเบสรีเฟล็กซ์ (BASS REFLEX) ก็คือลักษณะตัวตู้ที่ตรงกันข้ามกับตู้ชนิดอะคูสติกซัสเพนซัน จะมีการเจาะรูหรือท่อช่วยในการระบายเบส และช่องนี้เองที่เรียกว่าเป็น รีเฟล็กซ์ช่วยเสริมเสียงเบสจากลำโพงวูฟเฟอร์ การออกแบบนั้นจะต้องคำนวณให้ลักษณะการผลักของอากาศเป็นคลื่นเฟสเดียวกันกับวูฟเฟอร์ คือผลักอากาศไปในทิศทางเดียวกันเสมอ มันจึงช่วยให้เสียงเบส มีปริมาณค่อนข้างมาก คำว่าปริมาณ นี้ ท่านผู้อ่านจะต้องไม่สับสนนำมาเกี่ยวกับคำว่า คุณภาพ เพราะว่าเป็นคนละเรื่องกัน การออกแบบนี้มีข้อยุ่งยากไม่น้อย สำหรับการคำนวณเจาะพอร์ตหรือช่องระบายเบส เพราะมีความเกี่ยวเนื่องกับขนาดตู้ และต้องคำนึงถึงอัตราการเรโซแน้นซ์ของตัวตู้เองด้วยที่จริงแล้ว การออกแบบลำโพงเบสรีเฟล็กซ์นั้น ก็เพื่อต้องการปริมาณเบสที่มากขึ้นกว่าลำโพงตู้ชนิดอื่น ๆ ในขณะที่ใช้กำลังขับจากแอมปลิไฟร์เท่า ๆ กัน
ลำโพงตู้เปิดนั้น มีจำนวนยี่ห้อและรุ่นอยู่มากมายในขณะนี้ อาจพูดได้ว่าเป็นตู้ลำโพงที่มีความแพร่หลายมากที่สุดในโลก อย่างไรก็ตามลำโพงตู้ปิดมีอัตราส่วนเพิ่มมากขึ้นทุกวัน อาจเป็นเพราะไดรเวอร์ในปัจจุบันที่นำมาใช้กับตู้ลำโพงแบบตู้ปิด เริ่มมีความไวสูงขึ้นแล้ว อัตราส่วนของลำโพงตู้เปิดต่อลำโพงตู้ปิดนั้น อาจจะอยู่ในระดับ 60 เปอร์เซ็นต์ ต่อ 40 เปอร์เซ็นต์ เพียงแต่มีข้อสังเกตอยู่ประการหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือ ลำโพงระดับราคาสูง ๆ มักจะเป็นลำโพงตู้ปิดเป็นส่วนมาก แต่กระนั้นก็ไม่มีข้อจำกัดว่าลำโพงไฮเอ็นด์ จะต้องผลิตให้เป็นตู้เปิด หรือตู้ปิดลักษณะของการออกแบบตู้ยังต้องมีการเสริมเติมแต่ง หรือปรับทางด้านเทคนิคอีกมากมาย แต่ก่อนคนมักจะเข้าใจกันว่ารูปแบบของตู้ลำโพงนั้นมีเพียง 2 แบบเท่านั้น คือแบบตู้ปิดและตู้เปิด และด้วยเหตุนี้ ผมจึงจัดรูปแบบของตู้ลำโพงเพิ่มขึ้นมาอีก 2 ประเภทด้วยกัน เพราะมีลักษณะค่อนข้างจะไม่เข้าพวกกับลำโพงทั้งสองแบบข้างต้น
ลำโพงชนิดพาสซีพเรดิเอเตอร์ (PASSIVE RADIATOR) ลำโพงชนิดนี้นำมาเอาหลักการของลำโพงตู้ปิดและตู้เปิด มาปรับขบวนการออกแบบขึ้นมาใหม่ ข้อดีของลำโพงตู้ปิดคือเสียงเบสที่แน่นลึกเป็นตัวตน ในขณะที่มีข้อเสียเรื่องความไวต่ำ, กินกำลังขับจากแอมปลิไฟร์ค่อนข้างสูง ส่วนลำโพงตู้เปิดนั้นเล่า มีข้อดีตรงที่ความไวสูง จึงกินกำลังขับจากเครื่องขยายหรือแอมปลิไฟร์ไม่มากนัก แต่คุณภาพของเบสมักจะเป็นที่กังขากันอยู่เสมอว่า ไม่มีความหนักแน่นหรือในเรื่องทิศทางของเสียงเบสที่แน่นอน แม้แต่ลำโพงไฮเอ็นด์ตู้เปิดบางรุ่น ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้ ผู้ออกแบบลำโพงบางราย จึงหาทางออกแบบให้ลำโพงระบบใหม่ของเขาไม่เป็นทั้งตู้เปิดและตู้ปิด นั่นคือใช้ไดอะแฟรมบาง ๆ รูปร่างคล้ายลำโพง (แต่ไม่มีว๊อยซ์คอยส์) มากั้นตรงช่องพอร์ท หรือท่อเปิดของลำโพงแบบเบสรีเฟล็กซ์ ผลปรากฎว่าคุณภาพเสียงเป็นที่น่าพอใจ นักออกแบบลำโพงที่ยืนตรง "สายกลาง" เหล่านี้เขาก็เลยได้ทำการวิจัยลำโพงอีกแบบหนึ่งขึ้นมา ซึ่งเป็นลักษณะ PASSIVE RADIATOR นั่นเอง
เมื่อดูจากภาพประกอบที่ 7 ที่ทำการเปรียบเทียบลักษณะลำโพงทั้ง 3 แบบ คือ แบบตู้ปิด, ตู้เปิด และแบบพาสซีพเรดิเตอร์ ลำโพงแบบพาสซีสเรดิเอเตอร์ จะใช้แผ่นไดอะแฟรม หรือโครงสร้างกรวยของลำโพงที่ไม่มีว๊อยซ์คอยล์มาปิดกั้น เหมือนกับว่าเป็นวูฟเฟอร์อีกตัวหนึ่งที่มีหน้าที่เสริมคลื่นเสียงเบสให้ดูแน่นขึ้น แต่กินกำลังขับจากแอมปลิไฟร์ไม่มากนัก ลำโพงในปัจจุบันที่ออกแบบลักษณะของ PASSIVE RADIATOR มีอยู่ 2-3 ยี่ห้อ เช่น POLK AUDIO, PHASE TECHNOLOGY เป็นต้น การทำงานของพาสซีพ ที่ดูภายนอกเหมือนลำโพง) จะเป็นตัวเสริมคลื่นเสียงที่ทำงานคู่วูฟเฟอร์ในลักษณะของการ PUSH-PULL มากกว่า คุณลองใช้มือกดวูฟเฟอร์ตันลำโพงเข้าไป ก็จะพบว่าตัวพาสซีพเรดิเอเตอร์เคลื่อนตัวออกมาในลักษณะทิศทางตรงกันข้าม แต่จริง ๆ แล้วการทำงานของพาสซีพจะผลักอากาศออกมาเสริมวูฟเฟอร์หรือตัวขับเสียงต่ำเกือบจะทันที หรือมีระยะเวลา (ไทม์มิ่ง) ที่แตกต่างกันไม่มากนัก ตามการคาดคำนวณของวิศวกร เมื่อวูฟเฟอร์ขับเสียงขนาดความถี่หนึ่งออกมาโดด ๆ ไม่มีพาสซีพเรดิเตอร์ช่วย เสียงเบสจะจางหายรวดเร็วเกินไป ทำให้เสียงห้วน แต่เมื่อมีพาสซีพมากรองรับเอาอากาศที่เป็นตัวสปริง หรือแรงดันภายในตู้แผ่ออกมาทางพาสซีพ เสียงเบสจะถูกทอดระยะของเสียงให้ยาวนาน หรือภาษานักเล่นเครื่องเสียงเขาเรียกกันว่ามี "หางเสียง" เพิ่มขึ้น
ลำโพงชนิดพาสซีพเรดิเอเตอร์หรือลำโพงตู้พาสซีพเบส แบบพิเศษชนิดนี้เป็นที่นิยมอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน และนักออกแบบของบริษัทลำโพงดัง ๆ ที่ต้องการเสนอผลิตภัณฑ์ในตลาด สู่นักเล่นระดับกลางที่มีจำนวนผู้บริโภคมากมายมหาศาล หรือเรียกภาษาการตลาดก็ต้องบอกว่า กลุ่มเป้าหมายขนาดใหญ่นั้น ต่างก็มักจะใช้รูปแบบของตู้พาสซีพเรดิเอเตอร์นี้ เนื่องจากราคาต้นทุนในการผลิตจะไม่สูงมากนัก คุณภาพเสียงก็นับได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ดูเผิน ๆ ลำโพงสองทางหลายรุ่นก็จะคล้ายกับลำโพงสามทาง
อย่างเช่นใน ภาพประกอบที่ 8 ลำโพง โพล์คออดิโอในชุดหรือซีรีน์เอส (POLK AUDIO RT-SERIES) ที่เปิดหน้ากากอยู่นั้นไม่ใช่ลำโพงสามทางตัวที่มีลักษณะเหมือนลำโพงขับเสียงทุ้ม ตัวล่างสุดเป็นพาสซีสเสริมเบสไม่มีว๊อยซ์คอยส์และแม่เหล็ก แต่อย่างใดทั้งสิ้น
ลำโพงระบบตู้แบบพิเศษ (SPECIAL CABINET) ลำโพงตู้แบบพิเศษที่ว่านี้ หมายถึงลำโพงที่ไม่ได้จำกัดลักษณะรูปแบบของตู้ ว่าจะเป็นตู้แบบเปิดหรือปิด แต่จากการค้นคว้าของนักออกแบบยางท่านกลับให้ความสนใจในเรื่องของการของการไหลเวียนของอากาศภายในตู้ลำโพง จึงได้ทำการออกแบบให้ตู้เป็นลักษณะของ ทรานสมิสชั่นไลน์ (TRANSMISSION LINE) การออกแบบอย่างนี้ ดูเหมือนว่าวิศวกรรมมีความสามารถควบคุมการไหลเวียนของอากาศให้วกไปวนมาเหมือนเขาวงกต และทำให้มีเสียงเบสที่ไหลเวียนออกจากตู้ได้ต่ำลึกจริง ๆ อย่างเช่น ลำโพง TLD TRANSMISSION LINE ใน ภาพประกอบที่ 9 ซึ่งจะมีท่อเสียงวกวนไปมาภายในตู้ของมัน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของลำโพงระบบทรานสมิชชั่นไลน์อีกรุ่นหนึ่ง คือ ลำโพงรุ่นอมตะ PARAGON ของ JBL ซึ่งไม่ได้ใช่ท่อที่วกวนมาก แต่ระยะของท่อไหลเวียนอากาศภายในสำหรับตัวขับเสียงทุ้มนั้น จะมีระยะทางที่ยาวเป็นพิเศษ ทำให้ได้เสียงเบสที่สะอาดและลึกลงไปมาก จนเกือบจะเกินกว่าความสามารถในการรับฟังของมนุษย์ด้วยซ้ำไป (ตอบสนองความถี่ต่ำลึกกว่า 20 HZ) น่าแปลกว่าในขณะที่นักออกแบบลำโพงรุ่นใหม่ ๆ พยายามนำเสนอเทคนิคตู้ลำโพงแบบทันสมัยมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น แต่ก็ยังมีผู้นิยมเสียงจากระบบตู้ทรานสมิสชั่นไลน์แบบนี้ ทำให้ PARAGON ไม่เคยเปลี่ยนรุ่นเลยมาตลอดระยะเวลาถึง 40 ปี ราคาของลำโพงคู่นี้ก็ไม่ธรรมดานัก (เกินสามแสนบาท)
การวิเคราะห์ถึงเรื่องเทคนิคในการออกแบบลำโพง เพื่อประกอบการตัดสินใจ ซื้อหาลำโพงมาไว้ฟังนั้น จะต้องคำนึงถึงเรื่องของการออกแบบ ที่สามารถตอบสนองการใช้งานได้ผลอย่างแท้จริง มิใช่เพื่อให้ได้ชื่อแปลก ๆ ของรุ่น (MODEL) มาภาคภูมิใจ ตัวตู้ลำโพงนั้น ระยะหลัง ๆ นักออกแบบได้หลีกหนีวัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้พาร์ติเคิลบอร์ต หรือเอ็มดีเอฟ (ไม้อัดชนิดความหนาแน่นสูงมาก) มาเป็นแร่ใยหิน หรือโครงสร้างตู้แบบโลหะ ตู้แบบแกรนิต หรือแม้กระทั่งวัสดุจำพวกแอร์โรแลม ก็แล้วแต่จะนำเหตุผลมาอ้างกันไปว่า ตัวตู้แบบไม้ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นมีข้อเสียตรงใดบ้างที่วัสดุแบบใหม่ ๆ จะมาทดแทนได้ แต่ที่แน่ ๆ ผมว่าเป็นเพราะวัสดุธรรมชาติเริ่มมายากเต็มทน นักออกแบบจึงต้องพยายามแสวงหาวัสดุใหม่ ๆ มาแทนที่
ลำโพงซีเลสชั่น รุ่น 600 (CELESTION 600) นั้นเป็นลำโพงตู้ปิดขนาดเล็ก ใช้วางหิ้งธรรมดา แต่ใช้วัสดุจำพวก แอโรแลม (AEROLAM) ทำปีกเครื่องบิน ออกแบบมาตั้งแต่ปี 1987 แล้ว วัสดุชั้นนี้จะเป็นโครงข่ายคล้ายรังผึ้งอยู่ตรงกลางของโครงสร้างแล้วฉาบวัสดุภายนอกให้เรียบ จะได้ตู้ที่มีน้ำหนักเบาและแกร่งมาก ลำโพงคู่นี้มีอัตราในการกินกำลังขับจากแอมป์สูงมาก (ความไวต่ำ 82 ดีบี/วัตต์/เมตร) จึงเหมาะกับนักเล่นเครื่องเสียงที่ตั้งงบประมาณสูง ๆ สำหรับลำโพงคู่เล็กจิ๋วขนาดนี้ (60,000 บาท)
ส่วน B&W แห่งอังกฤษได้นำเสนอตู้ลำโพงที่มีโครงยึดภายในแบบพิเศษ ที่เรียกว่าแมททริกซ์ (MATRIX) ที่ทางบริษัทผู้ผลิตอ้างว่าสามารถลดอาการคัลเลอร์ของตัวตู้ลำโพงให้เป็นอย่างดี (COLORATION) นั่นหมายถึงว่า เมื่อตู้ลำโพงไม่มีอาการสั่นสะพือที่ความถี่ต่ำ ๆ เสียงที่ได้จากลำโพงจะมีความนิ่งของเสียงมากยิ่งขึ้น ผลของการออกแบบลำโพง MATRIX ในรุ่นแรก ๆ ดูจะไม่ประสบผลสำเร็จทางการตลาดมากนัก นักฟังเครื่องเสียงอีกจำนวนมากรู้สึกได้ว่า เสียงจากลำโพงชุดนี้สะอาดจริง แต่เบสมีปริมาณน้อยไปหน่อย ทาง B&W จึงต้องพยายามปรับปรุงระบบโครงตู้ยึดแบบแมททริกซ์ ให้มีผลดีในทางภาคปฏิบัติมากยิ่งขึ้น ช่วงระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา ลำโพงรุ่นแพงๆ ของเขา เช่น B&W 801, B&W 802 ก็หันมาใช้โครงตู้แบบแมททริกซ์ด้วยเช่นกัน และอาการเบสจางของโครงตู้แบบนี้ ได้รับการปรับปรุงให้ดีจนเป็นที่น่าพอใจ หลายคนพบว่าในลำโพงแมททริกซ์ในซีรีส์ต่อมา เสียงเบสมีทั้งปริมาณที่พอเพียง และโทนบาล้านซ์ของเสียงกลางแหลมทำได้ดีกว่ารุ่นแรกมาก
ไม่มีลำโพงแบบใด ๆ ที่ผู้ออกแบบหรือบริษัทผู้ผลิต จะสามารถกล่าวอ้างได้ว่าเป็นระบบที่ถูกต้องที่สุด มีข้อถกเถียงกันเสมอในหมู่นักเล่นออดิโอไฟล์ ว่าตู้ปิดดีกว่าตู้เปิดหรือตู้เปิดดีกว่าตู้ปิด ตู้พาสซีพเรดิเอเตอร์สามารถลดปัญหาการกินกำลังขับจากแอมป์ได้ดีกว่า อะไรทำนองนี้ เราจะต้องมาพิเคราะห์กันโดยละเอียดที่ถ้วนว่า หลักการและระบบจะเป็นเช่นไรก็ตามในเรื่องของพื้นฐาน แต่รายละเอียดปลีกย่อยของการออกแบบ ถือเป็น ART ที่ยากต่อการยึดหลักการเพียงหลักการเดียว ลำโพงตู้เปิดราคาถูกกับลำโพงตู้เปิดราคาแพง ก็ย่อมให้คุณภาพต่างกัน หรือลำโพงตู้ปิดราคาแพง ก็ย่อมจะดีกว่าลำโพงตู้เปิดราคาถูก รายละเอียดเหล่านี้ เราจะต้องนำหลักการออกแบบดีไซน์, วัสดุที่ใช้, คุณภาพของตัวขับเสียง (ไดรเวอร์), คุณภาพของตัวแบ่งความถี่ ครอสโอเวอร์, การวางตำแหน่งของอุปกรณ์ทุก ๆ ชิ้นที่มีความสัมพันธ์ทั้งระบบมาพิจารณาด้วย
ผู้ผลิตอาจจะโฆษณาบอกกล่าวถึงข้อดีในลำโพงทุก ๆ อย่างออกมา แต่จะไม่มีใครกล่าวถึงข้อบกพร่องอันเกิดจากข้อดีบางส่วนนั้นออกมาให้ได้รับทราบ ก็เหมือนกับการบอกความจริง แต่บอกไม่หมด หรือไม่ตลอดนั่นเอง ท่านผู้อ่านอาจจะสับสนกับคำว่า ข้อบกพร่อง อันเกิดจากข้อดีบางส่วนของลำโพง ขออธิบายง่าย ๆ ว่า ลำโพงคู่หนึ่ง อาจจะให้เสียงทุ้มได้ดีหรือมีปริมาณมหาศาลตามโฆษณาของบริษัท นั่นเป็นเรื่องจริง แต่ที่เขาบอกคุณไม่หมด ก็ยังมีอีกเหมือนกัน นั่นคือลำโพงคู่นั้น จะให้เสียงเบสบวมหรือมาเกินไปจนกระทั่งผิดความเป็นจริงเมื่องวางชิดผนัง หรือเบสต่ำ ๆ ที่กระแทกกระทั้นตูมตามตามที่ เขาว่าในโฆษณา ในลักษณะมันส์สะใจนั้น อาจเป็นเสียงที่ผิดเพี้ยนของลำโพงก็ได้
บทสรุปของลำโพงที่ดี คงจะเป็นการยากที่จะสรุปอะไรกันง่ายดาย เพียงแค่ว่าลำโพงคู่นั้นเสียงดี คู่นี้เสียงเพราะ คุณสมบัติของลำโพงที่ดีนั้น จะต้องประกอบด้วยเหตุผลหลักหลายประการ ซึ่งจะประสบการณ์ของตนเอง มีมากมายหลายหลากจนนับไม่เป็นข้อหรือไม่เป็นชิ้นเป็นอัน เพราะรายละเอียดมันหยุมหยิบระยิบระยับไปหมด ข้อสรุปง่าย ๆ สำหรับการเลือกซื้อลำโพงเป็นเบื้องต้นก็คือ
1. ความบริสุทธิ์ของน้ำเสียงที่ปราศจากสีสัน คำว่าสีสันหรือคัลเลอร์ (COLOR) นับเป็นคำอธิบายที่เห็นภาพได้ง่ายมาก แต่ในเวลาฟังเสียงจริง ๆ นั้นยากยิ่งที่จะเอาบรรทัดฐานตรงไหนมาเป็นหลักว่าลำโพงคู่ใดมีน้ำเสียงที่บริสุทธิ์ ก็คงจะต้องให้ท่านผู้อ่านย้อนกลับไปยังบทความตอนแรกที่เราพูดกันถึงดนตรีจริง ที่เรามีโอกาสได้ฟังนั่นคือเรฟเฟอร์เร็นที่ดีที่วุด ดีกว่าการที่จะไปเปรียบเทียบโดยใช้เครื่องเสียงหรือลำโพงแต่ละยี่ห้อ-รุ่นไปเรื่อย ๆ เราไม่มีวันรู้หรอกนะครับว่าลำโพงคู่ไหนดีที่สุด (สำหรับคุณ)
2. การตอบสนองความถี่ที่ครบถ้วน แม้ว่าลำโพงทั่ว ๆ ไปที่ไม่ใช่ลำโพงไฮเอ็นต์ ไม่สามารถตอบสนองความถี่ได้ครบตลอดย่าน (20-20,000 HZ) ลำโพงที่ให้การตอบสนองความถี่ครบถ้วนขนาดนี้ราคาเกินสองแสนบาทต่อคู่แทบทั้งสิ้น แต่เราก็ยังสามารถค้นคว้าหาลำโพงที่ดี ตอบสนองความถี่ได้ค่อนข้างถูกต้อง คือให้เสียงดนตรีได้ครบถ้วน แม้ว่าผลการตอบสนองความถี่จะอยู่ในช่วง 50-20,000 เฮิรตซ์ก็ตาม อย่าลืมนะครับว่า มีเครื่องดนตรีเพียงชิ้นเดียวเท่านั้นในสารบบดนตรีคลาสสิก ที่สามารถตอบสนองความถี่ได้ 20-20,000 เฮิรตซ์ (ออร์แกนท่อ) ดังนั้นบางทีก็ไม่มีความจำเป็นอันใดนักหนา ที่คุณจะต้องจ่ายแพง ๆ เพื่อให้ได้การตอบสนองความถี่ ที่บางทีเป็นความถี่ซึ่ง ไม่เคยได้ฟังเลยตลอดอายุการใช้งานเครื่องเสียง ก็เพราะคุณไม่ได้นิยมในการฟังเพลงคลาสสิก เป็นต้น
ดังนั้นลำโพงที่สามารถตอบสอนงความถี่ระดับ 50-20,000 เฮิรตซ์ ก็ต้องนับว่าอยู่ในระดับที่ดีเยี่ยมพอเพียงอยู่แล้ว และลำโพงในยุคนี้ น้อยคู่นักที่จะไม่สามารถตอบสนองความถี่ได้ขนาดนี้ แต่จะต้องไม่ลืมว่า ผลการตอบสนองความถี่ หลาบบริษัทมักจะบอกไม่หมด อีกเช่นเคย ลำโพงยี่ห้อ A รุ่น B123 ให้การตอบสนองความถี่ 60-20,000 เฮิรตซ์ แต่ไม่กำหนดว่ามีค่าเบี่ยงเบนกี่ดีบี แทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ค่าเบี่ยงเบน นั้นหมายถึงสัญญาณตอบสนองความถี่เที่ยงตรงในเกณฑ์ของศูนย์เดซิเบล พิจารณาดู ภาพประกอบที่ 12 จะเห็นว่า การตอบสนองความถี่ของลำโพงที่ดี จะต้องราบเรียบไม่ขึ้นลง หรือมีรอยขยัก ณ ตรงที่ใดในทางบวกหรือทางลบจากแกน 0 dB (ศูนย์ดีบี)
การตอบสนองความถี่จากสเปกเครื่องเสียง อาจบอกเราได้เพียงแต่สถานภาพหนึ่งเท่านั้นเอง เพราะลำโพงจะต้องมาพบกับสภาพแวดล้อมจริง ๆ ในห้องฟัง ทำให้เสียงแปรเปลี่ยนไปอีก ซึ่งเราจะมาพูดคุยถึงรายละเอียดในเรื่องนี้กันในตอนต่อ ๆ ไป ครับ
3. ระบบโครงสร้างที่ดี ลำโพงจะต้องมีตู้แข็งแกร่งปราศจากอาการกระพือของความถี่ต่ำ ที่มักจะทำให้ตู้เคลื่อนตัวจากจุดที่ตั้งได้ในขณะที่เปิดฟังเพลง การสั่นกระพือเพียงเล็กน้อย จะทำให้เสียคุณภาพเสียงอย่างมหาศาล แต่ไม่ได้หมายความว่าลำโพงจะถึงขนาดเคลื่อนตัวเลื่อนไถลไปมาแต่อย่างใด เพียงแค่ตัวตู้สั่นกระพือเล็กน้อยจากความถี่ต่ำ ก็นับว่าลำโพงคู่นั้นไร้คุณภาพแล้ว
4. การแยกแยะเสียงดนตรีจากแหล่งโปรแกรมอย่างชัดเจน หมายถึงความสามารถในการแยกแยะชิ้นดนตรีได้ละเอียด ฟังแล้วสามารถจับได้ว่าเป็นเสียงไวโอลีน, วิโอลา, เชลโล, เปียโน ไม่ใช่จะเอากันแค่ดังตะเบงเซ็งแซ่อย่างเดียว หรือเสียงเครื่องดนตรีรวมกันเป็นกระจุก ถ้าได้ฟังเสียงแบบนี้ กรุณเดินหนีไปให้ห่างเลย แสดงว่าลำโพงคู่นั้นมีความเป็นไฮฟิเดลิตี้ต่ำมาก ๆ
5. ลักษณะของอิมเมจซาวด์สเตทที่ดี คำศัพท์ที่นักเล่นเครื่องเสียงระดับออดิโอไฟล์จะต้องรู้จักกันดีก็คือสองคำนี้แหละครับ IMAGE หมายถึงการแสดงให้เห็น (หรือได้ยิน) ว่านักดนตรีมีจุดตำแหน่งอยู่ตรงไหนบนเวที และ SOUND STAGE ก็คือลักษณะความกว้างลึกของเวทีที่มีการแสดงดนตรีว่าลำโพงทำได้ใกล้เคียงเพียงไร อย่าไปตั้งความหวังให้สูง ถึงขนาดว่ามันจะให้เสียงได้เหมือนเวทีดนตรีจริง เอาแค่ย่อส่วนมาให้ได้ใกล้เคียงก็นับว่ายอดแล้ว
6. ชื่อ-ยี่ห้อลำโพง ปราศจากความหมาย! เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เพราะถ้าหากเสียงของลำโพงไม่ถูกหูคุณแล้ว ต่อให้เห็นยี่ห้อที่โด่งดังทะลุฟ้า ก็หาได้มีประโยชน์อันใดไม่ ดังนั้นจงเชื่อหูของคุณเองมากกว่าเชื่อตา ความหลงละเมอเพ้อพก ไปในอินเมจของยี่ห้อนั้นจะทำให้คุณซื้อลำโพงพลาดมากลำโพงยี่ห้อดัง ๆ อาจจะมีข้อดีอยู่ประการหนึ่งคือ เขาคงไม่เสี่ยงผลิตลำโพงเสียงเลวมาให้คุณได้ซื้อไปใช้แน่ ๆ แต่ ดี นั้น จะซักแค่ไหนต้องพยายามพิจารณาเลือกสรรจาก รสนิยม ความชอบไตล์เพลงส่วนตัวของคุณเอง โดยอย่าไปคำนึงเพียงแค่ชื่อลำโพง
7. น้ำหนัก พูดแล้วอาจจะหาว่าเป็นเรื่องตลอด น้ำหนักลำโพงบางทีก็บอกอะไรได้หลายอย่าง ส่วนมากลำโพงราคาถูก ๆ บางทีขนาดตู้สูงเคียงเอว แต่ยกตู้แล้วน้ำหนักเบาราวกระดาษก็มี นั้นแสดงว่า ภายในบรรจุเอาไว้ด้วยไดรเวอร์ชนิดเลว ราคาถูก คุณภาพเสียงเห็ฯจะไม่ต้องพูดถึงกัน ลำโพงที่มีน้ำหนักมาก ๆ มักจะเป็นลำโพงที่ใช้อุปกรณ์จำพวกดรอสโอเวอร์ที่ดี ไดรเวอร์ที่คุณภาพสูง แม่เหล็กขนาดใหญ่จึงมีน้ำหนักค่อนข้างมาก ลำโพงชั้นดีขนาดตู้เล็กจิ๋วบางคู่น้ำหนักข้างหนึ่งเป็นสิบกิโลกรัมก็มีนะครับเอาเป็นว่าลำโพงที่ดี จะต้องมีน้ำหนักสมกับตัวมันด้วย อย่างน้อย ๆ เมื่อวางบนขาตั้งหรือพื้น จะแน่น
เป็นเสมือนฐานรากที่ดี, มั่นคง เสียงจะดีตามไปด้วย (ไม่ได้หมายความว่าลำโพงที่ดีจะต้องใส่ก้อนหินหนัก ๆ เอาไว้ 4-5 ก้อนในตู้ลำโพงนะครับ) |